ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


ค่าปรับจราจรปัจจุบันมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 ไม่ใช่อัตราค่าปรับใหม่ที่เริ่มใช้ 1 เม.ย. 2569

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ค่าปรับจราจรอัตราใหม่ เริ่มบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ค่าปรับจราจรปัจจุบันเป็นอัตราที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 ไม่ใช่อัตราใหม่ที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 มี.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนบางสำนักแชร์ภาพและข้อความว่าวันที่ 1 เม.ย. 2569 กฎหมายจราจรฉบับใหม่ที่ขึ้นอัตราค่าปรับจราจรจะมีผลบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569 พร้อมกับให้รายละเอียดอัตราค่าปรับ เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนดปรับสูงสุด 4,000 บาท จากเดิม 1,000 บาท ขับรถย้อนศรปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท จากเดิม 500 บาท เป็นต้น (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบรายงานข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับอัตราค่าปรับจราจรที่เผยแพร่โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าอัตราค่าปรับจราจรที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับแก้ไขล่าสุด ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2565 ไม่ใช่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (1 เม.ย. 2569) ตามที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียกล่าวอ้าง

สำหรับรายละเอียดอัตราค่าปรับจราจรในปัจจุบันตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2565 มีดังนี้

  • ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 67 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท
  • ฝ่าไฟแดง (มาตรา 22 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่โดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริม (มาตรา 43 (9) ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ขับรถย้อนศร (มาตรา 41 ประกอบมาตรา 148) อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่สวมหมวกนิรภัย (มาตรา 122 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย (มาตรา 123 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • เมาแล้วขับ (มาตรา 43 (2) ประกอบมาตรา 160 ตรี): อัตราโทษเดิม จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกฎหมายปี 2565 ไม่ได้มีการแก้ไขในส่วนของอัตราโทษเบื้องต้น แต่แก้ไขในส่วนของการเพิ่มโทษกรณีทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้กระทำผิดครั้งแรก จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
  • ขับรถประมาท (มาตรา 43 (4) ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ปรับไม่เกิน 4,000 บาท 
  • ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย (มาตรา 43 (8) ประกอบมาตรา 160): อัตราโทษเดิม จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, อัตราใหม่ปี 2565 (มาตรา 158/1) จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับความผิดฐานไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย มีฐานความผิดและอัตราโทษแตกต่างกัน ดังนี้

  • จอดรถทับทางม้าลาย (มาตรา 57 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ไม่ลดความเร็วเมื่อเข้าใกล้ทางม้าลาย (มาตรา 70 ประกอบมาตรา 148): อัตราปรับเดิมไม่เกิน 500 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 2,000 บาท 
  • ขับแซงในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย (มาตรา 46 ประกอบมาตรา 157): อัตราปรับเดิม 400-1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 

ความผิดฐานไม่พกใบขับขี่มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย 2 ฉบับ ดังนี้

  • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 (มาตรา 31/1 ประกอบมาตรา 152): อัตราปรับเดิม ไม่เกิน 1,000 บาท อัตราใหม่ปี 2565 ไม่เกิน 4,000 บาท 
  • พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 42 ประกอบมาตรา 60) อัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง 

  

อ้างอิง

“น้ำมันที่เข้าลาวทั้งหมดส่งไปเขมร” เป็นข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง ไม่สอดคล้องกับข้อมูลทางการลาว-ไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไพศาล พืชมงคลระบุว่าลาวไม่ขาดแคลนน้ำมันเพราะซื้อจากจีน และน้ำมันที่ไทยส่งออกไปลาวทั้งหมดถูกส่งต่อไปกัมพูชา  

📌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: เป็นการสรุปของผู้พูดโดยไม่มีข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และไม่สอดคล้องกับข้อมูลของทางการลาวที่ระบุว่านำเข้าน้ำมันจากไทยร้อยละ 97 และนำเข้าจากจีนไม่ร้อยละ 0.3

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “13 สยามไทย” โพสต์คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ ไพศาล พืชมงคล นักวิเคราะห์การเมือง ฝังข้อความ “ประเทศลาวใช้ น้ำมันจากจีน น้ำมันที่เข้าลาว ทั้งหมดส่งไปเขมร” (ลิงก์บันทึก)

ไพศาลระบุว่าลาวไม่ขาดแคลนน้ำมันและไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันจากไทยเนื่องจากมีความสัมพันธ์อันดีกับจีน จึงซื้อน้ำมันจาก Sinopec  บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีนได้ในราคาถูก ดังนั้นการส่งออกน้ำมันจากไทยทั้งหมดคือการส่งไปกัมพูชา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้เป็นคำพูดของไพศาลในรายการ “รู้ทันการเมืองไทย” ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “13Siamthai TVHD” เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 โดยอ้างว่าได้ข้อมูลจาก “ชาวลาวและชาวไทยในลาว”  

โคแฟคพบว่าคำพูดของไพศาลไม่สอดคล้องกับข้อมูลของทางการลาวและไทย รวมทั้งรายงานของสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ จากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของลาวพบข้อมูลดังนี้

▪️The Laotian Times สำนักข่าวใน สปป.ลาว รายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ว่าประชาชนยังคงประสบปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการทำสัญญาซื้อน้ำมันจากเวียดนาม 50 ล้านลิตรเมื่อวันที่ 21 มี.ค. และทำข้อตกลงซื้อน้ำมันดีเซลอีก 14 ล้านลิตรจากบริษัทน้ำมันในต่างประเทศซึ่งทางการลาวยังไม่เปิดเผยชื่อ แต่ยืนยันว่าจะมีน้ำมันเข้ามาไม่เกินกลางเดือน เม.ย. 2569 

สื่อลาวรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมการค้าระหว่างประเทศของ สปป.ลาวว่าในปี 2568 ลาวน้ำเข้าน้ำมันจากไทยมากเป็นอันดับ 1 และเป็นสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 97.1 รองลงมาคือเวียดนาม สิงคโปร์และจีนที่ร้อยละ 1.26, 1.24 และ 0.32 ตามลำดับ

ทั้งนี้ Laotian Times เคยรายงานเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้วว่ารัฐบาลลาวลงนามในสัญญาซื้อน้ำมันจากบริษัท Sinopec Hong Kong ของจีนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 และพิธีส่งมอบน้ำมันล็อตแรกในเดือนต่อมา

▪️Channel News Asia ของสิงคโปร์รายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ว่า สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดจากไทย แต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 ไทยระงับการส่งออกน้ำมันส่งผลให้ชาวลาวแห่กันไปซื้อน้ำมันจนปั๊มน้ำมันในกรุงเวียงจันทน์ไม่มีให้บริการในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม้ต่อมาไทยจะกลับมาส่งน้ำมันให้ลาวอีกครั้ง แต่พบว่าปั๊มน้ำมันยังมีประชาชนมาต่อแถวเติมยาวเหยียดและน้ำมันยังถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทางการลาวจึงต้องสั่งห้ามซื้อขายน้ำมันที่เข้าข่ายกักตุน เช่น การเติมใส่แกลลอน  

▪️กลางเดือน มี.ค. 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กและรอยเตอร์สรายงานตรงกันว่าบรรดาบริษัทน้ำมันในจีนมีแผนลดกำลังผลิตลง  และบริษัท Sinopec มีแผนลดกำลังการผลิตลงร้อยละ 10 รอยเตอร์สระบุว่าทางการจีนเรียกร้องให้โรงกลั่นระงับการลงนามในสัญญาใหม่เพื่อส่งออกเชื้อเพลิง และพยายามยกเลิกการจัดส่งที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

สำหรับประเด็นที่ไพศาลอ้างว่า “น้ำมันที่เข้าลาวทั้งหมดส่งไปเขมร” นั้น ก่อนหน้านี้ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกชี้แจงเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569 ว่ามาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ผ่านจุดผ่านแดนถาวรตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี ยังคงมาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงทางการ สปป.ลาว อย่างเข้มงวด “ที่ผ่านมายังไม่พบการลักลอบจำหน่ายน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา”

“ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา 1 เม.ย.” เป็นเนื้อหาเท็จ กระทรวงพลังงานยืนยันตรึงราคาถึงสิ้นเดือน พ.ค. 2569

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ก๊าซหุงต้มเตรียมปรับราคาขึ้น 1 เม.ย. 2569 ถัง 15 กก. ขึ้นราคาอีก 25 บาท

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 กระทรวงพลังงานระบุว่าจะตรึงราคาเดิมไปจนถึงเดือน พ.ค. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 29 มี.ค. 2569 มีผู้แจ้งเข้ามาในเว็บบอร์ดของโคแฟค cofact.org ให้ตรวจสอบข้อความอ้างว่าราคาก๊าซหุงต้มจะขึ้นราคาในวันที่ 1 เม.ย. ซึ่งเผยแพร่ทั้งในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ Threads ระหว่างวันที่ 29-30 มี.ค. ระบุว่า “ด่วน! แก๊สหุงต้มเตรียมปรับราคาขึ้น 1 เม.ย. นี้ โดยคาดว่าขนาดถัง 15 กก. เพิ่มอีก 25 บาท/ถัง ทั้งนี้เนื่องจากหมดเวลาตรึงราคาเดิม ถึงสิ้นเดือนนี้ ตามมติกระทรวงพลังงาน”

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 9 มี.ค. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงานเพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานจากผลกระทบของการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ประชุมมีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปอีก 2 เดือนคือเดือน เม.ย.-พ.ค. 2569 

โคแฟคสอบถามกระทรวงพลังงานและได้รับคำยืนยันเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่ารัฐบาลยังคงตรึงราคาก๊าซหุงต้มไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. ตามมติการประชุมเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ราคาก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. อยู่ที่ 423 บาท

คลิปประท้วงกรณี จนท. สังหารหญิงอเมริกัน ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมต่อต้านสงครามกับอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปประท้วงการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในเมืองมินนีแอโพลิส สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในตะวันออกกลาง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ดอน ปราวิน” โพสต์คลิปวิดีโอการเดินขบวนประท้วง และภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ฝังข้อความ “ประชาชนชาวสหรัฐเริ่มทนทรัมป์ไม่ไหวแล้ว” และมีข้อความและเสียงบรรยายว่า ประชาชนชาวสหรัฐเดือด ออกมาประท้วงไม่ต้องการสงคราม ซึ่ง ณ วันที่ 30 มี.ค. คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 6 หมื่นครั้งและแชร์เกือบ 700 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “Johnnypalmadessa” ซึ่งระบุว่าเป็นผู้สื่อข่าวอิสระในสหรัฐฯ มีผู้ติดตามกว่า 8 แสนบัญชี เผยแพร่คลิปนี้เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ประชาชนหลายพันคนรวมตัวประท้วง ICE ในมินนีแอโพลิส”  

สื่อหลายสำนักได้เผยแพร่ภาพข่าวที่ถ่ายในเหตุการณ์และสถานที่เดียวกันกับในคลิปดังกล่าว เช่น MinnPost สำนักข่าวท้องถิ่นในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐฯ และ BTNews สื่อทางเลือกในนิวยอร์ก โดยรายงานข่าวระบุตรงกันว่าเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ประชาชนในเมืองมินนีแอโพลิส เดินขบวนประท้วงการทำงานของ ICE หลังเกิดกรณีเรเน กู๊ด (Renee Good) หญิงชาวอเมริกันถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากนโยบายกวาดล้างผู้อพยพและบุคคลลักลอบเข้าเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ 

โคแฟคยังพบคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากอีกมุมหนึ่งของการประท้วงเผยแพร่โดยช่องยูทูบ “BG On The Scene” เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ซึ่งเห็นป้ายประท้วงขับไล่ ICE แบบเดียวกับในคลิปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการประท้วงต่อต้านสงคราม

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลทรัมป์ขนาดใหญ่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านสงครามอิหร่านและการดำเนินนโยบายแบบรวบอำนาจของทรัมป์ แต่ภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ดอน ปราวิน” นำมาเผยแพร่ไม่ใช่ภาพการประท้วงเมื่อวันที่ 28 มี.ค.

ภาพเก่าการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ ถูกนำมาสร้างเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับไทย-กัมพูชาและการเลือกตั้ง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพทหารไทยถอนกำลังจากชายแดนไทย-กัมพูชา 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเก่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 23 มี.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “คนศรีสะเกษ” โพสต์ภาพรถทหารที่วิ่งอยู่บนถนนและข้อความบรรยายว่า “สถานการณ์ชายแดนสงบแล้วใช่ไหมทำไมทหารไทยถึงได้ถอนกำลังเข้าที่ตั้งเดิม ทั้งที่เขมรยังป่วนตามแนวชายแดน”

จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 27 มี.ค. โพสต์นี้ได้ถูกลบไปแล้ว แต่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นนำภาพจากคลิปและข้อความเดียวกันไปเผยแพร่ต่อในกลุ่มเฟซบุ๊ก “เยาวชนปลดแอก — Free YOUTH” (ลิงก์บันทึก)

ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายหนึ่งเผยแพร่ภาพนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “กลุ่มพรรค..ประชาชน..ต้องดีกว่าเดิม” โดยอ้างว่าเป็นภาพที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมข้อความบรรยายว่า “เลือกตั้งผ่านไปแล้วได้รัฐบาลตามเป้าที่ตั้งไว้…กลับเข้าที่ตั้งตามปกติ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคส่งคลิปและข้อความให้ทีมโฆษกกองทัพบกตรวจสอบ และได้รับคำตอบเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ว่าภาพขบวนรถทหารในคลิปเป็นภาพที่ถ่ายในประเทศไทย แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าอยู่ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก) หรือกองทัพภาคที่ 2 (รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้เนื่องจากคลิปไม่มีรายละเอียดเพียงพอ 

ทีมโฆษก ทบ. เตือนว่าขณะนี้มักมีการนำคลิปเก่าหรือคลิปจากบริบทอื่นมาเผยแพร่ซ้ำซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานการณ์

สำหรับข้อความที่อ้างว่า “เขมรยังปวนตามแนวชายแดน” นั้น ทบ.ชี้แจงว่า “ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา ยังไม่ปรากฏข้อบ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในฝั่งไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยหน่วยทหารยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติภารกิจตามกรอบความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง” ทีมโฆษก ทบ.ระบุ 

จากการตรวจสอบรายละเอียดในภาพ โคแฟคพบว่าด้านข้างของรถทหารมีตัวอักษรไทยสีขาวคล้ายตัวย่อของกองพันทหารขนส่งที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 (พัน ขส. 23 บชร.) 

เมื่อนำภาพไปค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นภาพจากคลิปที่เคยเผยแพร่มาแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 ก่อนที่จะมีสถานการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชา โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในต่างประเทศนำคลิปนี้ไปสร้างเนื้อหาเท็จว่าเป็นการสู้รบระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

ซอสหอยนางรม’บริโภคแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็งจริงไหม?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ซอสหอยนางรมก่อมะเร็งจริงไหม?” เป็นเนื้อหาที่ทางเครือข่าย จ.สุรินทร์ ส่งมาให้ทีมงานโคแฟคส่วนกลางช่วยตรวจสอบ โดยอ้างถึงบทความ ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง!” บนเว็บไซต์ sanook.com เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ซึ่งบทความดังกล่าวเล่าเรื่องข่าวลือในประเทศจีน ที่มีการพูดกันว่าซอสหอยนางรมมีสารก่อมะเร็ง หากกินติดต่อกันนานๆ จะเป็นอันตราย แต่ก็มีคำชี้แจงจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร บอกว่าสารที่อยู่ในซอสหอยนางรมไม่ใช่สารก่อมะเร็ง ก่อนตบท้ายด้วยให้ระวังเครื่องปรุง 3 ชนิด คือเกลือ น้ำมันและน้ำตาล ซึ่งหากบริโภคมากไปจะเพิ่มความเสี่ยงป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อรื้อรัง (NCDs) ได้ 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพบบทความที่คล้ายกันใน sannok.com คือ ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด! เผยแพร่ในวันที่ 22 ธ.ค. 2567 เป็นเรื่องเล่าจากเมืองจีนเช่นกัน ซึ่งซอสหอยนางรมถูกระบุว่าเป็น 1 ใน 4 เครื่องปรุงนี้ด้วย โดยมีการอธิบายในบทความว่า เนื่องจากเป็นเครื่องปรุงที่สกัดจากหอยนางรมสด จึงมีปริมาณเกลือไอโอดีนค่อนข้างสูง การบริโภคในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการเจ็บ บวม และอาการไม่สบายอื่นๆ ที่ต่อมไทรอยด์ และอาจเร่งให้อาการของโรคต่อมไทรอยด์แย่ลง

– ประวัติศาสตร์ซอสหอยนางรม : เรื่องเล่าที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นต้นกำเนิดของซอสหอยนางรม คือเรื่องของ ลี กุม เชิง (Lee Kum Sheung) พ่อค้าอาหารชาวจีนในย่านหนานสุ่ย (Nanshui) เมืองจูไห่ (Zhuhai)

มณฑลกวางตุ้ง วันหนึ่งลีกำลังเตรียมซุปหอยนางรมไว้เสิร์ฟลูกค้าตามปกติ แต่ด้วยเหตุผลบางประการลีนั้นลืมดูหม้อเคี่ยวซุปจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทำให้สิ่งที่อยู่ในหม้อกลายเป็นของเหลวเหนียวข้นสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นซุปใสๆ 

แต่แทนที่จะเททิ้ง ลีกลับลองชิมดูแล้วพบว่ามันมีรสชาติอร่อยอย่างน่าประหลาด ด้วยความมั่นใจ ลีจึงผลิตเครื่องปรุงที่เขาค้นพบใหม่นี้ออกจำหน่าย ตั้งชื่อแบรนด์ว่า ลี กุม กี่ (Lee Kum Kee) ในปี 2431และ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวจีนและชาวโลกจึงได้รู้จักซอสหอยนางรม ทั้งยี่ห้อ Lee Kum Kee สูตรต้นตำรับที่ปัจจุบันยังคงมีจำหน่ายแม้จะผ่านมากว่า 130 ปีแล้วก็ตาม ตลอดจนแบรนด์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นอีกมากมาย

ภาพที่ 1 ซอสหอยนางรม 
ที่มา : Asian Inspiration

โดยทั่วไปแล้วซอสหอยนางรมจะทำจากการนำหอยนางรมมาต้มและเคี่ยวจนได้ซุปข้น แล้วปรุงด้วยส่วนผสมหลักอย่างเกลือ น้ำตาลและซีอี๊ว บางสูตรอาจเติมแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งข้าวโพดเพื่อเพิ่มความข้นของซอส นอกจากนั้น ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมยังมีการใช้สารแต่งกลิ่นและรสหอยนางรมเทียมเพื่อแทนการใช้หอยนางรมแท้ทั้งหมดหรือบางส่วน รวมถึงเติมสารกันเสียเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น 

– ซอสหอยนางรมกับสารก่อมะเร็ง : งานวิจัย การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ช่วงปี 2547 – 2548 กล่าวถึงปี 2543 เมื่อสำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (FSA) รายงานการตรวจพบสาร 3-MCPD ปนเปื้อนในซอสปรุงรสที่ผลิตจากไทย จีน ฮ่องกงและไต้หวัน และได้เรียกเก็บซอสปรุงรสที่พบสารปนเปื้อนดังกล่าวออกจากท้องตลาด เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นก็มีรายงานว่าซอสปรุงรสจากไทยถูกเก็บออกจากตลาดในหลายประเทศ 

ทั้งนี้ อังกฤษได้มีการศึกษาด้านพิษวิทยา ของสาร 3-MCPD พบว่าเป็นสารก่อมะเร็งและ เมื่อให้ใน สารก่อการกลายพันธุ์ในหนูทดลอง ปริมาณสูงและระยะยาว ดังนั้นคณะกรรมการยุโรปว่าด้วยวิทยาศาสตร์อาหาร EC Scientific Committee for Food (SCF) แนะนำว่าระดับ 3-MCPD ในอาหารและส่วนประกอบอาหารควรลดลงให้ต่ำที่สุดที่วิธีตรวจวิเคราะห์สามารถทำได้ คือ 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 

เช่นเดียวกับในปี 2544 คณะกรรมการร่วมขององค์การเกษตรและอาหารโลก (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ด้านวัตถุเจือปนอาหาร (JECFA) ประเมินความเป็นพิษของสาร 3-MCPD ว่าทำให้เกิดพิษในระยะยาว และ เกิดมะเร็งที่ไตของหนูทดลอง ความรุนแรงของพิษขึ้นกับปริมาณสาร 3-MCPD ที่ได้รับแต่ไม่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสิ่งมีชีวิต และได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่ยอมให้บริโภคได้ต่อวัน (provisional maximum tolerable daily intake, PMTDI) ที่ระดับ 2 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

ในเวลานั้น สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดมาตรฐานสาร 3-MCPD ในซอสปรุงรสให้มีได้ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในขณะที่ประเทศแคนาดากำหนดมาตรฐาน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กำหนด 0.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสาร 3-MCPD เป็นสารกลุ่มคลอโรโพรพานอลที่เกิดจากปฏิกิริยาการรวมตัวของคลอไรด์ ไอออนกับไขมันในอาหารซึ่งสามารถเกิดได้หลาย สภาวะ รวมทั้งกระบวนการผลิต การปรุงและการ เก็บอาหาร 

สารนี้พบในอาหารและส่วนประกอบอาหารหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่พบมากใน acid hydrolysed vegetable protein (acid-HVP) และ ซอสปรุงรส สาร 3-MCPD เกิดขึ้นในระหว่าง กระบวนการผลิตที่ย่อยโปรตีนจากพืชผัก (เช่น ถั่วเหลือง) ด้วยกรดเกลือที่อุณหภูมิสูง กระบวนการ ผลิตนี้เป็นวิธีที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและรวดเร็วกว่า วิธีการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ แต่กรดเกลือที่ใส่ลง ไปนี้ไปทำปฏิกิริยากับไขมันในพืช และเกิดเป็นสาร 3-MCPD ขึ้น แต่วิธีการหมักวิธีธรรมชาตินั้นจะไม่พบสาร 3-MCPD หรือพบระดับต่ำมาก

ซึ่ง acid-HVP นิยมใช้กันแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ปรุงรส และเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารปรุงรส รวมถึงซอสหอยนางรม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2553 จากนั้นในวันที่ 14 ธ.ค. 2553 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการตรวจพบสาร 3-MCPDว่าต้องไม่เกิน 0.4 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม

ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร และรักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลกับทีมงานโคแฟคว่า 3-MCPD เป็นสารปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาหารบางประเภท เช่น ซอสปรุงรสจากโปรตีนพืชผ่านการย่อยด้วยกรด

โดยหลักฐานล่าสุดระบุว่า หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น European Food Safety Authority และ German Federal Institute for Risk Assessment (2022) ประเมินว่า 3-MCPD อาจมีความเสี่ยงต่อไตและระบบสืบพันธุ์ และมีศักยภาพก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม “ความเสี่ยงต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับสะสม”  ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลอาหารในหลายประเทศ รวมถึง อย. ของประเทศไทย ได้กำหนดค่ามาตรฐานสูงสุดเพื่อควบคุมความปลอดภัยของผู้บริโภค

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับ 3-MCPD ในผลิตภัณฑ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค 1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและเลข อย. 2.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน3.บริโภคในปริมาณที่เหมาะสมไม่สะสมในระยะยาวโดยสรุปแล้ว 3-MCPD เป็นสารที่ต้องควบคุม แต่ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำเมื่อบริโภคตามปกติและอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ณัฐฐศรัณฐ์กล่าว

ทีมงานโคแฟคยังสอบถามคุณณัฐฐศรัณฐ์ เพิ่มเติมถึงสาร 2 ชนิดที่ปรากฏในบทความทั้ง 2 ของ sanook.com ด้วย ได้รับคำอธิบายดังนี้ 1.โซเดียมไพโรกลูตาเมต (Sodium Pyroglutamate) มีความเข้าใจว่าเมื่อซอสหอยนางรมหรือผงชูรส (MSG) ผ่านความร้อนสูง จะเกิดสาร Sodium pyroglutamate และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ Sodium pyroglutamate เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนกลูตามิก สามารถเกิดขึ้นได้จากปฏิกิริยาทางความร้อนในอาหาร

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาหรือพิษวิทยาในมนุษย์ที่ยืนยันว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารและสุขภาพระดับสากล เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง และงานทบทวนวรรณกรรมด้านสารเติมแต่งอาหารในช่วงหลัง (ปี 2563 เป็นต้นมา) มุ่งเน้นความปลอดภัยของกลูตาเมตและอนุพันธ์ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเมื่อบริโภคตามปกติผลกระทบที่พบได้จริงคือ การลดลงของรสอูมามิเมื่อผ่านความร้อนเป็นเวลานาน

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ 
ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

และ 2.เกลือไอโอดีน ซอสหอยนางรมมีไอโอดีนจากวัตถุดิบทางทะเล ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อมะเร็ง ซึ่งจากหลักฐานปัจจุบัน ไอโอดีนเป็นสารอาหารจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์รายงานของ European Food Safety Authority (2023 หรือ พ.ศ.2566) ระบุว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพเกี่ยวข้องกับภาวะขาดหรือเกินมากกว่าความสัมพันธ์กับมะเร็ง ทั้งนี้ การได้รับไอโอดีนมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ มีอาการกำเริบในผู้ป่วยโรคไทรอยด์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการบริโภคไอโอดีนในระดับปกติจากอาหารเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ในทางปฏิบัติด้านโภชนาการ ความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ “ปริมาณซเดียมสูง” จากเครื่องปรุง ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด สรุปแล้วไอโอดีนไม่ใช่ปัจจัยก่อมะเร็ง แต่ควรระวังการบริโภคโซเดียมและไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสม ณัฐฐศรัณฐ์ ระบุ

ณัฐฐศรัณฐ์ ฝากทิ้งท้ายว่า จากการทบทวนหลักฐานทางวิชาการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ว่า 1.ซอสหอยนางรมไม่ใช่อาหารที่ก่อมะเร็งโดยตรง 2.สาร Sodium pyroglutamate ไม่ใช่สารก่อมะเร็ง 3.ไอโอดีนไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง แต่ควรบริโภคในระดับเหมาะสม และ 4.สาร 3-MCPD เป็นสารที่มีความเสี่ยงเชิงทฤษฎี แต่ถูกควบคุมตามมาตรฐานอาหาร

ประเด็นสาคัญในเชิงสาธารณสุขคือ “ความเสี่ยงไม่ได้มาจากสารใดสารหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปริมาณการบริโภคและพฤติกรรมการกินในระยะยาว” ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่หลากหลาย ลดการใช้เครื่องปรุงรสเค็ม และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยรวม

ภาพที่ 4 : สถิติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใน จ.สุรินทร์ (ข้อมูลล่าสุดเท่าที่หาได้คือปี 2566) 
ที่มา : gdcatalog.go.th (ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ , ค้นหา “จังหวัดสุรินทร์” และ “ความดันโลหิตสูง”)

ตามตัวเลขของฐานข้อมูลจังหวัดสุรินทร์ พบว่า จากสถิติช่วงปี 2563 – 2566 จ.สุรินทร์ พบจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 103,393 คนในปี 2563 เป็น 125,699 คนในปี 2566 หรือหากคิดเป็นสัดส่วน ปี 2563 จะอยู่ที่ร้อยละ 11.67 พบว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.56 ในปี 2566 ขณะที่สถิติภาพรวมทั้งประเทศ ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562 – 2563) พบว่า ความชุกโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 25.4 หรือประมาณ 14 ล้านคน จากร้อยละ 24.7 หรือประมาณ 13 ล้านคน ในปี 2557 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ข้อมูลจากระบบรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 6 พ.ค. 2568 พบว่า มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7.4 ล้านคน และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้มีมากถึง 3.5 ล้านคน ถึงแม้โรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการแต่หากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวายเรื้อรัง ส่งผลให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตได้ นพ.ภาณุมาศ กล่าว 

ต่อมาในวันที่ 7 พ.ย. 2568 ในงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ในหัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” ภายใต้การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (National Health Examination Survey: NHES) ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบัน (ปี 2568) คนไทย 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 29.5 ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปี 2563 ที่ขณะนั้นอยู่ที่ร้อยละ 25.4 

โดยสรุปแล้ว แม้ซอสหอยนางรมจะไม่ใช่เสี่ยงสำคัญต่อโรคมะเร็งอย่างที่กังวล แต่ด้วยความที่เป็นเครื่องปรุงที่ให้รสเค็มซึ่งหมายถึงมีส่วนประกอบของโซเดียม จึงต้องระมัดระวังไม่บริโภคมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.sanook.com/news/9860590/ (ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “3 เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง! : sanook.com 4 ธ.ค. 2568)

https://www.sanook.com/news/9673694/ (ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน 4 เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด! : sanook.com 22 ธ.ค. 2567)

https://www.bbc.com/storyworks/travel/specials/get-to-know-macao/accidental-sauce-of-inspiration/ (Accidental Sauce of Inspiration : BBC)

https://www.greatbritishchefs.com/features/oyster-sauce-origins-lee-kum-kee(Oyster sauce: the accident that launched a food empire : Great British Chefs 31 ม.ค. 2562)

https://uk.lkk.com/about-lee-kum-kee (ABOUT LEE KUM KEE : เว็บไซต์ทางการของแบรนด์ Lee Kum Kee)

https://asianinspirations.com.au/food-knowledge/the-origins-of-oyster-sauce/ (The Origins of Oyster Sauce : Asian Inspirations)

https://www.khonkaenlink.info/read/870495/ (ซอสหอยนางรม: เครื่องปรุงรสคู่ครัวเอเชีย :  Khon Kaen Link 21 มี.ค. 2568)

http://bqsf.dmsc.moph.go.th/bqsfWeb/wp-content/uploads/2017/Publish/Research/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202553/5-2553%20Risk%20Assessment%20of%203-MCPD%20in%20Food%20to%20Thais.pdf (การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , พฤษภาคม 2553)

https://food.fda.moph.go.th/media.php?id=509349941370560512&name=53_Soybean.pdf (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง , ราชกิจจานุเบกษา 14 มิ.ย. 2553)

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_knowledge/fcm-6-2562-3-MCPD.pdf (สาร 3-monochloropropane-1,2-diol (3-MCPD) ในซอสปรุงรส , กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

https://mgronline.com/qol/detail/9540000005403 (อย.เข้ม!! ออกประกาศลดสารเสี่ยงก่อมะเร็งในซอสปรุงรส : ผู้จัดการ 14 ม.ค. 2554)

https://data.go.th/dataset/dataset_81_07 (ข้อมูลทรัพยากร : ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)

https://data.go.th/dataset/dataset_81_08 (ข้อมูลทรัพยากร : ร้อยละของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต่อจำนวนประชากร , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)

https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=52652 (กรมควบคุมโรค รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2568 เน้นย้ำให้ประชาชนวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อและภาวะแทรกซ้อน : กรมควบคุมโรค 16 พ.ค. 2568)

https://www.hsri.or.th/news/1/4540 (สวรส. สานพลัง สสส.-รามาฯ เปิดผลสำรวจสุขภาพ คนไทยครั้งที่ 7 วิกฤตคนไทยป่วยภาวะน้ำหนักเกิน-โรคอ้วน พุ่ง! 27.4 ล้านคน จ่อเสี่ยงเบาหวาน อีก 5.7 ล้าน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 7 พ.ย. 2568)

‘โคแฟค’ยืนหยัดสู้ภัย‘ข่าวลวง’ หวังเป็นแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้-สร้างความตระหนักรู้สู่สุขภาวะที่ดี

ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic) คือการมีข้อมูลจำนวนมากเกินไป ซึ่งรวมถึงข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด (Fales & Misleading Information) ทั้งในสภาพแวดล้อมดิจิทัล(โลกออนไลน์และทางกายภาพ (โลกจริงในช่วงที่เกิดสถานการณ์โรคระบาด สิ่งนี้ก่อให้เกิดความสับสนและพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในหน่วยงานด้านสาธารณสุขและบั่นทอนการตอบสนองด้านสาธารณสุข

ภาวะข้อมูลระบาดสามารถทำให้การระบาดรุนแรงขึ้นหรือยืดเยื้อออกไปได้ เมื่อประชาชนไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรเพื่อปกป้องสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง ด้วยการเพิ่มขึ้นของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และการใช้อินเตอร์เน็ต  ข้อมูลสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น ด้านหนึ่งสิ่งนี้สามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจขยายข้อความที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน

“องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวถึงคำว่า“ภาวะข้อมูลระบาด (Infodemic)” ที่มักมาพร้อมกับสถานการณ์โรคระบาด ดังตัวอย่างสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด – 19 ช่วงปี 2563 – 2564 แต่ในความเป็นจริงผู้คนเผชิญกับภาวะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ รายงาน “Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU” เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. 2568 โดยสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA)ระบุถึงการพบโฆษณาขายยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 receptor agonists เพิ่มขึ้นมากบนเว็บไซต์ปลอมและสื่อสังคมออนไลน์ 

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ปลอมและโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตและไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่จำเป็น ซึ่งสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน อาจไม่มีสารออกฤทธิ์ตามที่โฆษณาอวดอ้าง และอาจมีสารอื่นๆ ในระดับที่เป็นอันตราย ดังนั้น ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากต่อการรักษาล้มเหลว ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและไม่คาดคิด และปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายกับยาอื่นๆ ที่ผู้บริโภคใช้อยู่

เจ้าหน้าที่ได้ระบุบัญชีปลอมที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก โฆษณา และรายการสินค้าออนไลน์ปลอมหลายร้อยรายการ ซึ่งหลายแห่งตั้งอยู่นอกสหภาพยุโรป (EU) เว็บไซต์และโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์บางรายก็ใช้ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานทางการและใช้คำรับรองเท็จเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค รายงานของ EMA ระบุ 

ไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกา รายงาน “FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising” โดยองค์การอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ (FDA) เมื่อเดือน ก.ย. 2568 กล่าวในตอนหนึ่งว่า ชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในยุคใหม่ของสื่อสังคมออนไลน์ การพึ่งพาช่องทางดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการโฆษณาโดยใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง (Influencer) โดยไม่เปิดเผยข้อมูล ได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาบทความ เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น และโฆษณายาจากบริษัทยาเลือนหายไป ทำให้ผู้ป่วยแยกแยะข้อมูลที่อิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเนื้อหาโฆษณาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

บทความวิจัยปี 2567 ในวารสาร Journal of Pharmaceutical Health Services Research เปิดเผยว่า ในขณะที่โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับยา 100% เน้นถึงประโยชน์ของยา แต่มีเพียง 33% เท่านั้นที่กล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ 88% ของโฆษณายาที่ขายดีที่สุดนั้น โพสต์โดยบุคคลและองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความสมดุลที่เป็นธรรมของ FDA” รายงานของ FDA กล่าว 

ขณะที่ประเทศไทยของเรา ในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “ปัจจัยทางการค้ากำหนดสุขภาพ : มองปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายด้วยกรอบคิดสากล” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เผยข้อมูลจาก “TaWai for Health” แพลตฟอร์มเฝ้าระวังกิจกรรมทางการค้าและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค พบว่า ช่วงปี 2565-2568 พบประชาชนรายงานผลิตภัณฑ์อันตรายในระบบ 9,635 รายการ แบ่งเป็นโฆษณาเกินจริง ร้อยละ 45.8 รายงานอาการไม่พึงประสงค์ ร้อยละ 44 และผลิตภัณฑ์ต้องสงสัย ร้อยละ 10.2 

ความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์ แม้จะมีข่าวผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อันตรายแล้วถึงขั้นเสียชีวิต แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ยังขายได้ – ขายดี เนื่องด้วยมีการใช้กลยุทธ์ เช่น “สร้างอุปสงค์เทียม” ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อที่เล่นกับความหวังและความกลัวของผู้บริโภค อาทิ การการันตีผลลัพธ์ว่าหายขาดในโรคเรื้อรัง หรือใช้ถ้อยคำว่าผอมภายใน 7 วัน เป็นต้น อีกทั้งยังมีการ ทั้งในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์และในกลุ่มปิด ทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลตรวจสอบได้ยาก


ภาพที่ 1 : หน้าเว็บ Cofact.org เมื่อครั้งก่อตั้งในปี 2563 
ที่มา : สสส.

ย้อนไปในเดือน เม.ย. 2563 ในช่วงที่ไวรัสโควิด – 19 ระบาดระลอกแรก สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดตัว โครงการ “โคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact)” เปิดพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านเว็บไซต์ cofact.org และโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติ (Chatbot)ไลน์ @cofact เพื่อร่วมตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนเปิดรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน ร่วมตรวจสอบข่าว นำมาสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะเท่าทันสื่อของพลเมืองดิจิทัล ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศสื่อและสังคมสุขภาวะ

ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) สุภิญญา กลางณรงค์ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในเวลานั้นว่า โครงการโคแฟค เปิดพื้นที่ให้ช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงกับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงผู้รู้จริง เพราะบางครั้งข้อเท็จจริงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลาและเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องการสร้างพื้นที่กลางในการค้นหาความจริงร่วมกัน 

โครงการโคแฟคเชื่อว่า การแก้ปัญหาข่าวลวงในยุคดิจิทัลคือการทำให้ทุกคนกลายเป็นคนตรวจสอบข่าว และสร้างพื้นที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยเปิดเวทีให้มีตลาดทางความคิดเห็นที่หลากหลาย แยกแยะได้ระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น โดยเชื่อมั่นในวิจารณญาณของสังคม สุภิญญา กล่าว 

การเดินทางที่ยาวนานร่วม 6 ปีของโคแฟค จากจุดเริ่มต้นที่การทำรายงานตรวจสอบข่าวลวงหรือช้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพ ได้ขยายไปถึงประเด็นอื่นๆ ตามความสนใจของสังคม ณ แต่ละช่วงเวลา เช่น ในปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายทั้งแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาซึ่งส่งผลสะเทือนมาถึงอาคารหลายแห่งในกรุงเทพฯ , สถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา , อุทกภัยครั้งร้ายแรงใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , การเลือกตั้ง , อคติต่อประชากรข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ และล่าสุดคือสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

ภารกิจที่ขยายออกไปนี้สอดคล้องกับรายงาน Global Risk Reprot 2024 โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญ 1,100 คนจาก 136 ประเทศ ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน (Misinformation or Disinformation) ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด และมากกว่าร้อยละ 80 กล่าวว่าสถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นแล้ว รายงานยังชี้ว่าข้อมูลเท็จเป็นภัยคุกคามที่ประเทศต่างๆ รู้สึกว่าตนเองเตรียมพร้อมรับมือได้น้อยที่สุด

ข้อมูลเท็จสามารถทำลายสายใยที่ยึดเหนี่ยวสังคมไว้ด้วยกัน ในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น มันสามารถนำพาสังคมไปสู่ความรุนแรงได้ นอกจากนี้ยังสามารถเซาะกร่อนบ่อนทำลายบรรทัดฐานของการถกเถียงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สังคมยึดถือเป็นเรื่องปกติได้อีกด้วย รายงานของ UN ระบุ

รายงานของ UN ยังแสดงความกังวลถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยยกตัวอย่างผู้สูงอายุวัย 85 ปี เห็นคลิปวิดีโอช้างกำลังเคลื่อนย้ายต้นไม้ ผู้สูงอายุบอกว่าน่ารักดี แต่หลานวัย 12 ปี ได้เตือนว่านั่นเป็นคลิปที่สร้างด้วย AI ตัวอย่างนี้อาจดูไม่เป็นอันตราย แต่ระบบที่สร้างเนื้อหาสังเคราะห์นั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจถูกใช้ทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น เช่น ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรง ทำลายสุขภาพและวิทยาศาสตร์ ทำลายความเชื่อมั่นซึ่งรวมถึงในการเลือกตั้ง ทำลายความน่าเชื่อถือของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและความพยายามอื่นๆ ที่รัฐบาลนำเพื่อเร่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ภาพที่ 2 : รายงานของ Cofact ว่าด้วยคลิปวิดีโอปลอมที่นำคลิปจากข่าวซึ่งนำเสนอผ่านสื่อมวลชนกระแสหลักมาตัดต่อเข้ากับเสียงพากย์ที่แนบเนียนราวกับเป็นรายงานข่าวโดยสื่อนั้นจริงๆ เจตนาเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คลิกเข้าไปดู และจำนวนมากมีวัตถุประสงค์เพื่อโปรโมทเว็บไซต์พนันออนไลน์

อ่านรายละเอียดได้ที่ 

ยังมีเรื่องการถูกหลอกเอาทรัพย์สิน ข้อมูลล่าสุดจาก Whoscall ที่พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา คนไทยเผชิญปัญหามิจฉาชีพทางโทรศัพท์ 39 ล้านครั้ง และทางข้อความสั้น (SMS) 134 ล้านข้อความ ที่ต้องเตือนกันคือ “Link อันตราย” ที่มิจฉาชีพมักส่งข้อความมาตามช่องทางต่างๆ (เช่น SMS) ที่กดแล้วจะพาเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอม (Phishing) หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (เช่น รหัสต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน) หรือให้ติดตั้งโปรแกรมประสงค์ร้าย (Malware) เพื่อดักรับข้อมูล มิจฉาชีพยังมีกลวิธีหลบเลี่ยงระบบคัดกรองของผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น ใช้อีโมจิหรืออักขระพิเศษในการส่ง SMS

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเปิดเผยของพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าตลอด 12 เดือนของปี 2568 มีการแจ้งความในระบบแจ้งความออนไลน์มากถึง 380,378 เรื่อง หรือเฉลี่ยวันละ 1,045 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 69 ล้านบาท ที่น่ากังวลคือพบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์เหยื่อ และจู่โจมโดยเลือกเป้าหมาย โดยนำข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลมาใช้ อีกทั้งยังเลือกกลอุบายให้เข้ากับเทศกาล เช่น ในช่วงตรุษจีนมิจฉาชีพจะหลอกล่อด้วยการส่งข้อความแจกอั่งเปาฟรี เพื่อหลอกให้คลิก Link หรือปัจจุบันที่มีสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนก็จะหลอกล่อด้วยการแจกน้ำมันฟรี แจกคูปองน้ำมัน เป็นต้น

ภาพที่ 3 : (คนที่ 5 นับจากซ้ายมือของภาพ) สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโตแฟค (ประเทศไทย) ในงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinker Forum #34 “ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verifications) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ซึ่งโคแฟคร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สถาบัน ChangeFusion และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบยืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์ (Caller ID) เป็นระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคัดกรองความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ
 
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ : https://blog.cofact.org/th/forum690316/

รายงาน Global Risk Report 2026 (พ.ศ. 2569) จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ระบุว่า ข้อมูลคลาดเคลื่อน – บิดเบือน เป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ในระยะสั้น (2 ปี) และอันดับ 5 ในระยะยาว (10 ปี) และผลกระทบจากเทคโนโลยี AI เป็นความเสี่ยงอันดับ 6 ในระยะยาว (10 ปี) รายงานฉบับนี้ยังอ้างผลการสำรวจจากสถาบันรอยเตอร์ ที่ระบุว่า ร้อยละ 58 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกกังวลเกี่ยวกับวิธีแยกแยะความจริงจากความเท็จในข่าวที่เผยแพร่ทางออนไลน์ 

รายงาน Reuters Institute Digital News Report 2025 (พ.ศ. 2568)โดยสถาบันรอยเตอร์ ยังกล่าวด้วยว่า ความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมในข่าวสารที่ต่ำเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสภาวะ “การหลีกหนีจากข้อมูลข่าวสาร (News Avoidance)” ซึ่งเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมข่าวสารที่มีทางเลือกมากมาย และข่าวสารมักสร้างความไม่สบายใจในรูปแบบต่างๆ กัน โดยเฉลี่ย 4 ใน 10 คน หรือร้อยละ 40 ยอมรับว่าตนเองได้หลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 ในการสำรวจเมื่อปี 2017 (พ.ศ. 2560) และให้ข้อสรุปว่า ในทุกประเทศ ผู้รับสารคาดหวังว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารจะมีความเป็นกลาง แม่นยำและโปร่งใสมากขึ้น

สำหรับการทำงานของโคแฟคฯ นั้นเล็งเห็นว่า เมื่อข้อมูลข่าวสารเต็มไปด้วยข่าวลวง ย่อมส่งผลต่อสุขภาวะทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ทางกายเช่น เมื่อหลงเชื่อข่าวลวงด้านสุขภาพ อาทิ สมุนไพรวิเศษ หรือการต่อต้านวัคซีนที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยทิ้งการรักษาหลัก หรือได้รับสารอันตรายเข้าสู่ร่างกาย , ทางจิต เช่น ความเครียดและภาวะตื่นตระหนก เพราะข่าวลวงมักใช้อารมณ์เป็นตัวนำ โดยเฉพาะอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว ความโกรธ เพื่อให้เกิดการแชร์ 

และการได้รับข้อมูลลวงซ้ำๆ นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าและความวิตกกังวลสะสม จนเกิดภาวะสิ้นหวัง เกิดทัศนคติเชิงลบต่อโลกและสังคม เกิดความเครียด ลดทอนความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน , ทางสังคม ข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนกระตุ้นให้ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ เกลียดชังและแตกแยกในสังคมร้าวลึกและรุนแรงขึ้น และท้ายที่สุดคือ ทางปัญญา ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าข้อมูลใดถูก – ผิด ทำให้ยากที่จะเลือกหรือออกแบบวิถีชีวิตที่สมดุลและเป็นสุข

ซึ่งเมื่อไปดุบทบาทของสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา อันเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใน สสส. และเป็นผู้สนับสนุนการทำงานของโคแฟคตลอดมา ก็ได้ระบุพันธกิจของสำนักฯ ไว้ว่า มีภารกิจในการพัฒนาคนทุกวัยให้เท่าทันชีวิต เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล (MIDL) โดยมุ่งเน้นให้คนไทยฉลาคใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่มีสุขภาวะ 

และส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศสื่อสุขภาวะที่เอื้ออำนวยให้มีความเป็นอิสระ วางใจ เป็นเจ้าของ ในการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการสนับสนุนให้ประชาชนเป็นผู้ใช้และผู้สร้างสรรค์สื่อ (Media Users and Creators) ที่มีความเท่าทันสื่อ ความรอบรู้ทางสุขภาพ เกิดจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่มีความมั่นคงภายใน และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีขีดความสามารถเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี

ขณะที่บทบาทของ สสส. ในภาพรวม ระบุว่า 2 ใน 3 ของโรคที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หลักการทำงานของ สสส.จึงมุ่งเน้นการ แก้ปัญหาด้วยหลักปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health) เพื่อมุ่งสร้างสุขภาวะที่ครอบคลุมทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญาให้คนไทยอย่างยั่งยืน

ภาพที่ 4 : โปสเตอร์งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026)

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่าข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงสำคัญระดับโลก ทั้งเรื่องสุขภาพ ความเกลียดชัง และภัยจากมิจฉาชีพ จึงมีการกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) มาตั้งแต่ปี 2560 โดยเครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล(IFCN) เพื่อสร้างความตระหนักแก่สังคมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่ได้รับมา โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมหาศาลแพร่กระจายไหลเวียนในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ 

ำหรับการจัดงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2569 (International Fact Checking Day 2026) จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 2 เม.ย. 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยครังนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม Lost in Information disorder ในยุคดิจิทัลและ AI ที่ข่าวลวงมีเป็นจำนวนมากจนยากจะหาความเชื่อมั่นในข้อมูลใดๆ ได้ ยิ่งต้องลงมือทำให้มากขึ้นเพื่ดธำรงไว้ซึ่งการมีข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ (Information Integrity) สร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม (Facts and Fairnessและส่งเสริมพลเมืองให้มีสติ ทักษะ เท่าทัน ( Keep Calm and Fact Checkนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.who.int/health-topics/infodemic/the-covid-19-infodemic#tab=tab_1 (The COVID-19 infodemic : องค์การอนามัยโลก)

https://www.ema.europa.eu/en/news/warning-about-sharp-rise-illegal-medicines-sold-eu (Warning about sharp rise in illegal medicines sold in the EU : EMA 3 พ.ย. 2568)

https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-launches-crackdown-deceptive-drug-advertising (FDA Launches Crackdown on Deceptive Drug Advertising : FDA 9 ก.ย. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/สินค้าเถื่อนระบาดหนัก-เ/ (สินค้าเถื่อนระบาดหนัก! เตือนระวังสินค้าสุขภาพ-ยาชุด–ครีมปนสารอันตราย สสส.–ม.อ. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมตรวจสอบก่อนซื้อ : สสส. 12 ธ.ค. 2568)

https://www.thaihealth.or.th/เปิดตัวโคแฟค-ตัดวงจรข/ (เปิดตัว“โคแฟค” ตัดวงจรข่าวลวงที่ระบาดมากับโควิด-19 : สสส. 12 เม.ย. 2563)

https://www.thaipbs.or.th/verify/article/content/10200 (ไทยตกเป็นเป้าอันดับ 1 คอลเซนเตอร์ พบปี 68 โทรลวงคนไทย 173 ล้านครั้ง ! : TPBS 20 มี.ค. 2569)

https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/271385 (คดีออนไลน์ปี 68 พุ่ง! เสียหาย 2.5 หมื่นล้าน วัยทำงานเป็นเหยื่อมากสุด : PPTV 20 มี.ค. 2569)

https://un-dco.org/stories/disinformation-global-risk-so-why-are-we-still-treating-it-tech-problem (Disinformation Is a Global Risk. So Why Are We Still Treating It Like a Tech Problem? : สำนักงานประสานงานการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ 20 ส.ค. 2568)

https://reports.weforum.org/docs/WEF_Global_Risks_Report_2026.pdf (Global Risk Report 2026 : World Economic Forum)

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/sites/default/files/2025-06/Digital_News-Report_2025.pdf (Reuters Institute Digital News Report 2025 : สถาบันรอยเตอร์)

https://www.thaihealth.or.th/wp-content/uploads/2022/07/682-2.pdf (สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา – สสส.)

https://www.thaihealth.or.th/สุขภาพดี-4-มิติ/ (สุขภาพดี 4 มิติ : สสส. 15 ธ.ค. 2565)

https://www.bangkokbiznews.com/news/996560 (ทำความรู้จัก “Fact Checking Day” วันตรวจสอบข่าวปลอมและความจริง : กรุงเทพธุรกิจ 2 เม.ย. 2565)

“อุโมงค์จักรยานใต้น้ำ” เป็นภาพ AI สถานทูตเนเธอร์แลนด์ระบุไม่มีอุโมงค์นี้และยังไม่มีแผนสร้าง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เนเธอร์แลนด์สร้างอุโมงค์จักรยานใต้ลำคลอง สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเพดานกระจก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จและใช้ภาพประกอบที่สร้างด้วย AI**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 มี.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยจำนวนหนึ่งแชร์ภาพอุโมงค์ทางจักรยานใต้น้ำ ด้านบนเป็นหลังคาโค้งโปร่งใสเปิดให้แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาและมองเห็นเรือที่แล่นอยู่ในคลองด้านบน ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “เนเธอร์แลนด์สร้างอุโมงค์จักรยานใต้ลำคลอง โดยติดตั้งหลังคากระจกเพื่อให้แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาให้ความสว่างแก่ผู้ใช้เส้นทาง”

ส่วนหนึ่งของข้อความบรรยายในโพสต์ระบุว่า “ในเนเธอร์แลนด์ซึ่งการปั่นจักรยานเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน วิศวกรได้พัฒนาอุโมงค์นวัตกรรมที่ช่วยให้นักปั่นจักรยานสามารถผ่านใต้คลองได้โดยไม่สูญเสียความงามของแสงธรรมชาติ อุโมงค์จักรยานเหล่านี้สร้างขึ้นต่ำกว่าระดับน้ำของคลอง แต่แทนที่จะรู้สึกมืดหรือปิดล้อม แต่มีส่วนของเพดานกระจกที่ช่วยให้แสงแดดส่องลงมา”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาและภาพประกอบนี้มาจากเพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศอินเดีย มีผู้ติดตามกว่า 3.4 แสนบัญชี ซึ่งโพสต์เนื้อหานี้เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 และยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 26 มี.ค. โดยมียอดแชร์มากกว่า 300 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคสอบถามสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยเกี่ยวกับ “อุโมงค์จักรยานเพดานกระจกใต้ลำคลอง” เจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐกิจยืนยันผ่านข้อความตอบกลับทางอีเมลว่า “เนเธอร์แลนด์ยังไม่มีอุโมงค์จักรยานใต้น้ำตามที่ปรากฏในภาพ และจากการตรวจสอบไม่พบว่ากำลังมีการก่อสร้างหรือมีโครงการจะสร้างทางจักรยานลักษณะนี้ในอนาคต คาดว่าภาพนี้เป็นภาพที่สร้างด้วย AI”

สถานทูตเนเธอร์แลนด์แนะนำด้วยว่า ผู้ที่สนใจเรื่องทางจักรยานในเนเธอร์แลนด์สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ dutchcycling.nl 

โคแฟคนำภาพอุโมงค์จักรยานใต้น้ำไปวิเคราะห์ด้วย SynthID ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจจับภาพ AI ได้ผลว่าเกือบทุกส่วนในภาพสร้างขึ้นหรือปรับแต่งด้วย Google AI  

ทั้งนี้เพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” มักเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับสถานที่และนวัตกรรมแปลก ๆ ในประเทศและเมืองต่าง ๆ และใช้ภาพประกอบที่สร้างจาก AI 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยเคยแชร์เนื้อหาจากเพจนี้ที่อ้างว่า “ย่านเก่าในสิงคโปร์ติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมมาบริการฟรี 24 ชั่วโมง” พร้อมภาพผู้สูงอายุกำลังหยิบอาหารจากตู้แช่เย็นที่ตั้งอยู่ริมทางในชุมชนโดยมีพนักงานโรงแรมกำลังนำอาหารมาเติม ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI และได้ข้อมูลจากองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในสิงคโปร์ว่าไม่มีการติดตั้งตู้แจกอาหารส่วนเกินจากโรงแรมตามที่กล่าวอ้างในโพสต์

ภาพความเสียหายในเลบานอนจากการโจมตีของอิสราเอล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าอิสราเอลถูกโจมตี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “อิสราเอลป่นปี้หนัก”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** ภาพในคลิปไม่ใช่อิสราเอลแต่เป็นกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนที่ถูกอิสราเอลโจมตี

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “พ่อ จัสมิน หากินทั่วไป” โพสต์คลิปวิดีโออาคารและรถยนต์ได้รับความเสียหาย ฝังข้อความและคำบรรยายว่า “อิสราเอลป่นปี้หนัก” และ “เป็นยังไงไปหาเรื่องอิหร่านเอง” คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 3,000 ครั้ง ณ วันที่ 26 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นภาพความเสียหายของอาคารในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนที่ถูกอิสราเอลโจมตีซึ่งเป็นคลิปที่เคยเผยแพร่โดยสำนักข่าว Al Jadeed ของเลบานอนเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยอ้างเท็จว่าเป็นความเสียหายในอิสราเอล (ซ้าย) กับภาพที่สถานีโทรทัศน์ Al Jadeed ของเลบานอนเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 โดยระบุว่าเป็นย่านหนึ่งในกรุงเบรุตที่ถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศ

นอกจากนี้สำนักข่าว AP ยังเผยแพร่ภาพความเสียหายของอาคารในจุดเดียวกันโดยรายงานว่าอยู่บริเวณย่าน Beir Hassan ของกรุงเบรุต ทางการอิสราเอลระบุว่าปฏิบัติการนี้เป็นการโจมตีเป้าหมายเฉพาะจุดในกรุงเบรุตและภาคใต้ของเลบานอนเพื่อสังหารแกนนำระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 รายและบาดเจ็บ 149 ราย 

คลิปรถถังระดมยิงใส่ฝ่ายตรงข้ามที่สร้างจาก AI ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพ “อิหร่านเปิดศึกเต็มพิกัด”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “อิหร่านเปิดศึกเต็มพิกัด” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่สร้างจาก AI

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “พ่อ จัสมิน หากินทั่วไป” โพสต์คลิปวิดีโอรถถังจำนวนมากระดมยิงอย่างหนักหน่วง ฝังข้อความในคลิปว่า”อิหร่านเปิดศึกเต็มพิกัดแล้ว” คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 3.7 ล้านครั้ง และแชร์ต่อกว่า 1,400 ครั้ง ณ วันที่ 25 มี.ค.  

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปที่มีภาพตรงกันถูกโพสต์เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 โดยช่องยูทูบ “@xingxing-u7h” ซึ่งเป็นช่องที่นำเสนอคลิปวิดีโอจากเกมแนวจำลองยุทธวิธีทางการทหาร โดยมีข้อความเตือนภาษาจีนและภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ภาพจำลองที่สร้างขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง”

เจ้าของช่องยูทูบอธิบายในคลิปอื่นที่มีภาพตรงกับคลิปนี้ว่า ภาพจำลองการสู้รบนี้สร้างขึ้นโดย Jiemeng AI Seedance 2.0 model 

สำนักข่าว TNN รายงานเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ว่า AI Seedance 2.0 เป็น AI สร้างวิดีโอตัวใหม่ล่าสุดจากบริษัท ByteDance บริษัทแม่ของติ๊กตอก ปัจจุบันเปิดให้ทดลองใช้เฉพาะในประเทศจีนผ่านแอปพลิเคชัน Jimeng AI

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างเท็จว่าเป็นการ “เปิดศึกเต็มพิกัด” ของอิหร่าน (ซ้าย) กับภาพจำลองการต่อสู้ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ @xingxing-u7h โดยระบุว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI Seedance 2.0

“แพทองธารหนุนให้ทุนการศึกษานักเรียนกัมพูชาเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไทย-เขมร” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: แพทองธาร ชินวัตร หนุนให้ทุนนักเรียนกัมพูชา รักษาสัมพันธ์ไทย-เขมร

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: ** เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 มี.ค. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แม่ทัพภาคที่ 2” โพสต์ภาพแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝังข้อความ “อุ๊งอิ๊งหนุนให้ทุนนักเรียนกัมพูชา รักษาสัมพันธ์ไทย-เขมร” และคำบรรยายว่า “คุณเห็นด้วยหรือเปล่าที่อุ๊งอิ๊งกล่าวว่าการให้ทุนการศึกษากับนักเรียนกัมพูชาเป็นเรื่องดี โดยบอกว่าปรึกษากับทุกภาคส่วนแล้ว เพื่อรักษาความสัมพัuธ์ไทย-เขมร คุณคิดว่าเงินภาษีของไทยควรใช้เพื่อสนับสนุนนักเรียนต่างชาติ หรือควรดูแลเด็กไทยก่อน” (ลิงก์บันทึก)

ต่อมาวันที่ 24 มี.ค. บัญชีติ๊กตอก “ครูพี่กุ้ง” นำเนื้อหาดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อโดยระบุในคลิปวิดีโอว่า “ล่าสุด อุ๊งอิ๊งออกมาหนุนรัฐบาลให้ทุนการศึกษาเด็กกัมพูชา…และที่บอกว่าปรึกษาทุกภาคส่วน เคยถามคนไทยส่วนมากหรือยังว่ามีใครอยากให้มั้ย” คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 1 แสนครั้ง แชร์ต่อมากกว่า 1,300 ครั้ง ณ วันที่ 25 มี.ค. และมีผู้มาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นข้อความด่าทอแพทองธาร (ลิงก์บันทึก)

นอกจากนี้ยังพบโพสต์ที่มีเนื้อหาเดียวกันนี้ในกลุ่มเฟซบุ๊กทางการเมือง เช่น “เรวัช กลิ่นเกษร แฟนคลับ” ยูทูบและอินสตาแกรม ซึ่งมีการเผยแพร่มาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหารายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับแพทองธารในรอบเดือน มี.ค. 2569 ไม่พบที่มาหรือรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ว่าเธอกล่าวสนับสนุนการให้ทุนนักเรียนกัมพูชาตามที่โพสต์เหล่านั้นอ้าง

บัญชีทางการของพรรคเพื่อไทยและบัญชีโซเชียลมีเดียของแพทองธารก็ไม่มีโพสต์ที่เป็นความเห็นของอดีตนายกฯ ในประเด็นกัมพูชา โพสต์ล่าสุดในอินสตาแกรม @ingshin21 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เธอใช้สื่อสารบ่อยที่สุด เป็นภาพบรรยากาศการสัมมนาพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 24 มี.ค.

โคแฟคส่งเนื้อหานี้ให้ทีมงานกองโฆษกพรรคเพื่อไทยตรวจสอบ และได้รับคำยืนยันเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่ความคิดเห็นของแพทองธาร

📌ข้อสังเกตโคแฟค: ประเด็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กกัมพูชาถูกนำมาสร้างเนื้อหาเท็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างคำพูดปลอมของนักการเมืองและนักสิทธิมนุษยชน เช่น โพสต์เท็จว่านฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้สัมภาษณ์ว่าสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน และโพสต์ที่อ้างเท็จว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี

2เมษา ชวนร่วมงานวันตรวจสอบข่าวลวงโลก:”Lost in Information: When Disinformation Becomes a Global Risk”  เมื่อ ‘ข้อมูลลวง’ กลายเป็นความเสี่ยงโลก 🌐⚠️

เมื่อคุณหลงทางในข้อเท็จจริง “Lost in Information: When Disinformation Becomes a Global Risk”
เมื่อ ‘ข้อมูลลวง’ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงระดับโลก 🌐⚠️

ขอเชิญร่วมกิจกรรมสัมมนา เนื่องในวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569

📅 วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

⏰ เวลา 12.30 – 18.30 น.

🔎 พบกับวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและนานาชาติ

• กล่าวต้อนรับโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact (ประเทศไทย)

• กล่าวเปิดงานโดย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส.

• กล่าวนำโดย วาเนสซ่า สไตน์เม็ทซ์ ผู้อำนวยการโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ

🌐 ปาฐกถาพิเศษระดับนานาชาติ

 “Lost in Information Disorder: How to Exist?” โดย อีธาน ตู จาก Taiwan AI Lab

• “Reality Check VS Deepfakes from Gen A to BB” โดย โนอา โฮริกูชิ จาก Classroom Adventure ประเทศญี่ปุ่น

🤝 ร่วมประกาศความร่วมมือ “From Alfa to BB รู้เท่าทันข่าวลวงยุค AI” โดยภาคีวิชาการ 

💡 Lightning Talk: “ทบทวนเรื่องเล่าเคล้าอคติสู่การแสวงหาความจริงร่วม”

• อรรวี แตงมีแสง (Natty loves Myanmar)

• กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ (Thai PBS World)

• ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี (โพควา โปรดักชั่น)

• พลอยรุ้ง สิบพลาง (EPIGRAM)

• สุภิญญา กลางณรงค์ (Cofact)

ดำเนินรายการโดย ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล

🌏 เวที “ปัญญารวมหมู่ จากภูมิภาคสู่นโยบายสาธารณะ”

• มะรูฟ เจะบือราเฮง (D4P) – Scammers ในชายแดนใต้

• กมล หอมกลิ่น – Hate Speech ชายแดนไทย-กัมพูชา

• ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล – AI and Integrity

• รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ – Information Armageddon

ดำเนินรายการโดย อังคณา พรมรักษา

🎤 อัปเดต “ไฮไลต์ข่าวลวงในรอบปี” จากภาคี Fact Checkers

• Thai PBS Verify

• ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท

• สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)

• AFP ประเทศไทย

• Cofact ประเทศไทย

ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณรงค์

🎭 กิจกรรมพิเศษตลอดงาน

Exercise for Fact Checkers โดย อีสานโคแฟค

• หมอลำ “อย่าฟ้าวเชื่อ อย่าฟ้าวแชร์ อย่าฟ้าวโอน”

ฟังเพลงเพื่อสันติภาพ โดย วงแมวเศษเล็บ

กิจกรรมวัฒนธรรม เดินแบบรณรงค์  “Keep Calm & Fact Check”

✨ เพราะในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่า ‘ความจริง’
การตั้งคำถามและตรวจสอบ คือทักษะที่ทุกคนต้องมี
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันข่าวลวงในยุคเอไอไปด้วยกัน 🔍
ใจเย็น ตั้งสติ แล้ว เช็กก่อนเสมอ
Keep Calm & Fact Check ✌️

#InternationalFactCheckingDay2026 #Disinformation #FactCheck #MediaLiteracy #AI #ข่าวลวง #Cofact #รู้เท่าทันสื่อ #วันตรวจสอบข่าวลวงโลก2569 #FactFreeFair #KeepCalm #FactCheck

ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่นี่

ดาวน์โหลดกำหนดการ